DUBAI

มาค่ะ มาตะลุยดูไบ ตามหาท่านชีค เจ้าของบ่อน้ำมันกันเถอะ 5555  
อ่าวไม่ใช่หรอ >< ดูไบถือว่าเป็นประเทศที่ถ้าใครอยากได้โลเคชั่นทะเลทราย
มีความอารบิค อยากเป็นสาวแขก ก็ควรจะมาเหยียบย่างสักครั้ง

อย่าเรียกว่ารีวิวนำเที่ยว เพราะมันไม่ได้ละเอียดขนาดนั้นค่ะ 555
เรียกว่าแชร์ประสบการณ์เที่ยวไปด้วยกันละกันนะคะ เพื่ออรรถรส


ที่นี่เค้าใช่เงินเดอร์แฮม 1 เดอร์แฮม ประมาน 10 บาทไทยค่ะ
อากาศมันจะร้อนๆหน่อยๆ แดดแรงมาก พกกันแดดกันมาดีดีค่ะ แต่เค้าเป็นมุสลิมกันก็จะแต่งตัวมิดชิดกันมาก

DAY 1
เพชรออกเดินทางไฟล์ท 01.15 ใช้เวลาเดินทางประมาน 6 ชั่วโมง ไปถึงสนามบินที่ดูไบช่วงเช้า สถานที่แรกที่ไป คือ ชายหาด Jumeirah Beach เพื่อไปกินข้าวเช้าค่ะ ที่นี่สถานที่ตากอากาศยอดนิยมของดูไบ เพราะมันมีวิวถ่ายรูปด้านนอกกับโรงแรม Burj Al Arab หรือที่พวกเราเคยเห็นบ่อยๆ โรงแรมเรือใบ สุดหรูระดับ 7 ดาว ขุ่นพระ ตั้งอยู่ริมอ่าวอาหรับ เป็นที่พักอาศัยของเศรษฐีที่มีชื่อเสียงชาวตะวันออกกลาง  ใกล้ๆมันก็จะมีท่าจอดเรือยอร์ช อู้ย สมกับเป็นเมืองครวยจริงๆค้า ขอถ่ายสักหลายแชะหน่อย


หลังทานข้าวเสร็จ เราก็นั่งรถไปที่สุเหร่าจูไมร่า (Jumeirah Mosque) สุเหร่าคู่บ้านคู่เมืองของดูไบ สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง และได้ชื่อว่าเป็นสุเหร่าที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในนครดูไบ ที่นี่เค้าจะนับถือศาสนาอิลลามกัน จึงมีสุเหร่ามากมาย



ต่อไปก็กินข้าวกลางวันกันเถอะ ร้านนี้จะเป็นร้านอาหารพื้นเมืองของที่นี่ ซึ่งพนักงานก็จะแต่งตัวตามตีมกันเลยทีเดียว

บรรยากาศภายในร้าน ตกแต่งสวยงาม โคมไฟอลังมาก

เอาความจริงกินเข้าไปยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไร  55555 อย่างจานนี้ น่าจะเป็นมะเขือยาวบดอะไรสักอย่าง ฟังดูไม่อร่อยเลย แต่พอไปกินกับแป้งโรตีใช้ได้อยู่ค่ะ

ที่นี่เค้ากินแป้งโรตีแทนข้าวกันมั้ง อร่อยดีค่ะ แป้งกำลังอุ่นๆ

เมนูผักๆที่นี่จะไม่ค่อยอร่อยนะ เค้าจะกินผักที่มีกลิ่น ดูเป็นเครื่องเทศ ไม่เหมือนผักที่เรากินกัน

ส่วนจานนี้เป็นเนื้อแกะบดปั้นเป็นลูก บ้านเราคงเป็นลาบทอด 5555 จิงๆในจานจะมีกระหรี่ปั๊ปไส้แกะด้วยค่ะ

ส่วนจานนี้เป็นสเต็กไก่ กับไส้กรอกและเนื้อแกะย่าง อร่อยดีค่า

กินเสร็จก็ไปเช็คอินที่โรงแรม ทริปนี้เรานอนที่ CONRAD ค่ะ เดวรีวิวห้องไว้วันข้างล่างน้ะ จะได้พูดพร้อมสระว่ายน้ำ
DAY2
วันนี้เราจะเดินทางเข้าไปที่ อาบูดาบี ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงได้ ที่แรกที่เรา ไปคือ Grand Mosque สุเหร่าที่งดงามที่สุดของ U.A.E. มีความใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลกเชียวล่ะค้า และเป็นสุเหร่าประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ท่าน Sheikh สร้างไว้ก่อนท่านจะสวรรคต ใช้ ระยะเวลาก่อสร้างรวมทั้งหมด ถึง 10 ปีแหละ

**การเที่ยวชมมัสยิดที่นี่ ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ห้ามสวม กางเกงขาสั้นหรือเสื้อกล้าม ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความ ยาวคลุมถึงระดับข้อมือและข้อเท้า ผู้หญิงจะต้องมีผ้าคลุมผม และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้ามัสยิดด้วยค่ะ ใครที่ไม่เรียบร้อย เหมือนเค้าจะมีผ้าคลุมให้ยืมอยู่ ***




นานๆทีจะได้มีภาพคลุมผมแบบนี้ ขอแชะหลายๆภาพหน่อย แนะนำใส่สีดำ ก็ถ่ายรูปขึ้นอยู่น้ะคะ

ที่นี่หะรูหะราสมคำล่ำรือมากเว่อร์ จากที่ไกด์บอก คือสถาปัตยกรรมทั้งหมดนำ นำเข้ามาจากเยอรมัน อิตาลี อย่างแพงหูฉีกค่ะ เพราะดูไบเป็นพระเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ต้องนำเข้าทั้งหมด 55555 เค้ามีแต่น้ำมันอย่างเดียว ก็พอแล้วเนอะ พรมลายดอกไม้ผืนใหญ่ และนี่คือโคมไฟ (Chandelier) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ราคาราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าจากประเทศเยอรมัน ทำด้วยทองคำและทองแดง *

กลับจากสุเหร่า เราจะไปสวนสนุกกันค่า Ferrari world ก็ถือว่าเป็น Signature เลย 
ค่าบัตรเข้า คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3000 บาท เรากินข้าวกลางวัน ก่อนออกไปเล่น หวังว่าจะไม่อ้วก 5555

ที่นี่มีเครื่องเล่นพอสมควร แต่ว่าเราคงจะเล่นแค่ส่วนที่ใช้ความเร็ว เพื่อความหวาดเสียวเบาๆ 


เพชรไปเล่นรถไฟเหาะที่เค้าจำลองความเร็ว เหมือนเวลานักแข่ง Formular1 เร็วมากตั้งแต่สตาร์ท เตรียมใจยังไม่ทันเลยค่า ตกคะแมนตีลังกา ไม่รู็น้ำลาย หรือน้ำตาคนข้างหน้าปลิวมาด้วย 55555

มุมนี้ดี๊ดี ถ่ายกับธงประเทศเค้าสะหน่อย
ที่นี่ก็จะมีช็อปสำหรับซื้อของที่ระทึก ของเยอะมากค่ะ มีทุกอย่าง สาวกเฟอรรารี่กระเป๋าแหกแน่ๆ


ที่นี่จะมีโชวรูม gallary ของเฟอร์รารี่ สวยๆทุกคัน ตราม้าลำพองมันทำให้รถดูดีสิ่นะ ขอกลับไทยสักคันสิ่
พริตตี้คันนี้พอไหวมั้ยคะ จ้างมาแพงสุดๆ 5555


เสร็จจากเล่นเครื่องเล่นประมาณ 4 โมง เราก็เดินทางไปเพื่อดินเนอร์ที่ทะเลทราย และแน่นอนสิ่งแรกที่เราได้เจอคือน้องอูฐนี่เอง แหมะ มันน่ารักดูค่ะคุณขา นางนั่งเรียงแถวกันอยู่ ถือโอกาสถ่ายรูป และเชคแฮนด์ขอลายเซ็นกันสักหน่อย ขนมันแข็งกว่าที่คิดนะคะ 

หลังจากนั้น ควานอูฐ (เค้าเรียกอย่างงี๊ป่ะ) ก็ให้น้องนางลุก ให้เราขี่เล่น

เซลฟี่ก็มีค่ะ เราสนิทกันแล้ว

ไปค่ะ ไปนั่ง 4WD กัน ขบวนโฟว์วีลขับมาให้ต่อแถวขึ้น ขับไปตอนแรกยังธรรมดาค่ะ พออีกสักพักเริ่มถึงจุดที่พี่คนขับต้องโชว์ฝีมือ เพราะมันเป็นเนินทรายแบบคลื่นมาก สูงต่ำสลับกัน แบบโห้ว เค้าขับเก่งจิงๆ ใครที่เมารถควรกินยาเตรียมไว้ล่วงหน้าด้วย 

ชมวิวคลื่นทะเลทรายท่ามกลางพระอาทิตย์ตก ฟินอยู่ไม่น้อยนะ ภาพนี้ถ่ายจากหน้าต่างรถ กว่าจะชัด ต้องกดรัวๆ มีน้องอูฐเดินเรียงรายมาประกอบฉาก รู้หน้าที่ไปอีก

พอลงรถ เราก็วิ่งไปถ่ายรูปทะเลทราย ผืนสตูดิโอขนาดใหญ่ เสาะหาพื้นหลังโล่งแล้ว เริ่มค่ะ!!

จะเป็นกรุ๊ปช็อตก็เก๋ๆชิคๆ

เริ่มหิวแล้วค่า กลับเข้ากระโจมไปกินข้าวกันเถอะ คืนนี้จะเป็นแนวบาร์บีคิว Al Lisali Fort หรือ กระโจมอาหรับ สัมผัสชีวิตแบบชาวพื้นเมือง (เบดูอิน) เช่น การเพ้นท์มือแบบ อาหรับ (Henna Tattoo) ลองสูบชิชา กลิ่นผลไม้ (Shi Sha) กินอิ่มเดินเล่นไปสักพัก ที่เวที ก็เริ่มมีการแสดงแสงสีเสียง มีโชว์ระบำหน้าท้อง (Belly Dance) จบการแสดง ท้องฟ้ามืด เราก้กลับที่พักกันค่า





DAY3

โรงแรมคอนราดมี 46 ชั้นนะคะ เพชรพักที่ชั้น 45 วิวสูงค่ะ แต่ฝั่งที่เพชรอยู่ไม่ค่อยมีอะไรเพราะดูไบพื่นที่เหลือเยอะมาก อยากแบ่งมาให้กรุงเทพสักหน่อย 55555 

ห้องสำหรับนอน 2คนนะคะ ปุ่มทุกอย่างในห้องเป็นทัชสกรีนหมดเลย ห้องดี ลงตัวมากค่ะ

ห้องน้ำมีทั้งแบบฝักบัว และอ่างจากุซซี่ กระจกใสมองเห็นด้านนอก


เช้านี้ก่อนออกไปเที่ยวเราจจะตื่นไปว่ายน้ำกันค่า เพราะความที่ รร.สวย เราไม่อยากจะพลาดมุมนี้ไป เค้าเรียกว่า Purobeach 

นี่มาตอนเช้าเลยยังโล่งๆ ถ้ามาตอนนกลางวัน จะเห็นฝรั่งใส่บิกินี่เต็มทุกเก้าอี้เลยค่า

เจอแล้วค้าบ มุมเด็ด ยืนสูดอากาศสักหน่อย

โอเคชั่นดี๊ดี ตรงนี้เหมือนเป็นเตียงนวดที่มีซุ้มหลังคา

อากาศดี นกจะบินล้ะค่ะ 5555 ถ้าถามว่าเปียกน้ำมั้ย เปียกแค่ขาค่ะ เพราะกว่าจะถ่ายรูปหมดเวลาล้ะ

อาบน้ำกลับลงมากินข้าว อาหารเช้าของโรงแรมหลากหลาย  มี indoor และ outdoor ที่ผ่านมานั่งข้างใน วันนี้ ออกมานั่งข้างนอกเพราะแสงสวย ขอเก็กนิดนึงค่ะ

สำหรับวันนี้ เราจะไปตึกที่สูงที่สุดในโลก Burj Khalifa เค้าว่าสูงประมาณ ถึง 828 เมตร มีทั้งหมด 160 ชั้น ออกแบบโดยนายเอเดรียน สมิธ สถาปนิกจากชิคาโก ซึ่งลิฟท์ที่นี่เร็วมากค่า นาทีนึงขึ้นไป 124 ชั้นเลย เห็นว่าน่าจะมีอัตรเร็วที่สุดในโลกด้วย (เพิ่มเติม 18 เมตร ต่อวินาที ) ชมวิวจากของนครดูไบได้ทั่วทุกทิศที่สวยงาม โดยตึกนี้ออกแบบ ตบแต่งภายในโดย Giorgio Armani อลังการงานสร้างมากค่ะ ถ้ามองจากด้านบนจะเป็นรูปคล้ายๆดอกไม้
point of view  ถ่ายจากชั้น 124 ค่ะ ขอนั่งพ้อยสะหน่อย

สิ่งที่ประทับใจคือ เมื่อ 26 ปีก่อนดูไบไม่มีอะไรเลยนอกจากทะเลทรายอันแห้งแล้ง ก็ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง ทั้งในด้านการค้า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวของตะวันออกกลาง เห็นได้จากเหล่าตึกสูงระฟ้าอันทันสมัย ที่ผุดขึ้นทั่วนครดูไบ 




ท่านชีกเค้าคิดว่าวันนึงน้ำมันอาจหมดไป เลยสร้างให้ดูไบกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว รอไว้เลย ชื่นชมตรงนี้มาก มองการณ์ไกล

แพลนต่อไป คือมาที่ห้างดูไบค่ะ (Dubai Mall) ห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อีกแล้วหรอ) 5555 มันมักจะทำให้สุดกว่าชาวบ้าน ข้างในจะมี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใน เราไม่ได้ซื้อบัตรค่าเช้า เลยได้แต่ถ่ายวีดีโอยุหน้าตู้ปลากัน เดินเล่นในห้างไม่นาน เพราะของที่นี่แพงค่ะ เลยไม่ค่อยได้ซื้ออะไร

เราเริ่มเดินออกมาเดินเล่นนอกห้าง วิวสวยน้ำใสไปอี๊กกก 
เดี๋ยวจะมีการแสดงน้ำพุตามรอบเวลา ถือเป็น น้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกณ ปัจจุบันนี้ (ให้ทายพิมที่สุดในโลกไปกี่คำแล้ว 55555) โดยรอบถูกรายล้อมไปด้วยตึกที่มีชื่อเสียงมากมาย สิ่งพิเศษของน้ำพุแห่งดูไบนี้นะคะ ก็คือ แท๊แดนน มันใช้ไฟทั้งสิ้ น 6,600 ดวง โปรเจคเตอร์สี 50 ตัว ควบคุมการ ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะแสดงประกอบดนตรี ครั้งละประมาณ 5 นาทีค่ะ โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้ นกว่า 7.2 พันล้านบาท แว๊กกก ไม่เยอะเท่าไหร่เลย มันเต้นระบำสลับกันค่ะ ระหว่างเพลงอาหรับ กับเพลงคลาสสิก เริ่ดเว่อ น้ำมันพุ่งสูงมากจริงๆ  ช่วงพีคนี่ เกือบครึ่งตึกเบิร์จคาลิฟา

เดินเลาะมาอีกห้างนึง ข้างๆ จะดูเหมือน ดิโอลสยามนิดนึง แต่ไฮโซกว่าเล็กน้อย จินนี่เลยถือโอกาสมานั่งสมาธิค่ะ 55555

เย็นวันนี้เราก็มากินบุฟเฟต์ที่สนามกอล์ฟค่ะ ชื่อว่า Dubai Creek Golf & Yacht Club หมดวันก็เหนื่อยแล้วค่ะ หลับแปรบ พรุ่งนี้ไปต่อ

Day4


มาค่ะวันนี้เรานั่งรถไปที่ Dubai Creek ซึ่งเป็นทะเลที่สร้างขึ้นโดย การขุดเข้ามาในชายฝั่ง ซึ่งแบ่งนครดูไบออกเป็น 2 ส่วน คือ Deira Dubai และ Bur Dubai ค่า คลองนี้ความยาวประมาณ 14 กิโลเมตร มีท่าจอดเรือ 8 ท่า ภาพนี้ชอบมาค่า ถ่ายริมคลองสวยๆ

แล้วเราก็เดินไปตลาดเครื่องเทศและตลาดทอง (Gold & Spicy Souk) เป็นตลาด ทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขาย Jewelry ทุกประเภท เช่น มุก อัญมณีต่าง ๆ แต่ทองที่นี่ซื้อใส่สวยๆได้อย่างเดียว เพราะมันไม่เหมือนทองบ้านเรา เอาไปขายที่ไทยไม่ได้ เลยไม่ค่อยมีใครซื้อกันค่ะ

ดูสิ่ค่ะ ใหญ่อะไรเบอร์นั้น ใส่ทีคอหักมั้ย 5555


ถั่วกับอินผาลัม เป็นของฝากยอดฮิตของที่นี่ค่ะ มีให้เลือกมากมาย

ร้านขายของฝาก แถวนี้ถูกสุดแล้วค่ะ ซื้อจากที่นี่ได้เลย

กับการมาเดินตลาด ต้องจัดเต็มอะไรเบอร์นี้คะซิส


นั่งรถไปอีกหน่อย ถึง Medinat Jumeirah Souk หรือเรียกว่า เวนิสแห่งดูไบ เป็นตลาดติดแอร์ค่ะ


อันนี้ เหมือน เอเชียทีคบ้านเรา ตั้งอยู่ในส่วนเดียวกับโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว Mina Al Salam ของตระกูล Al Maktoum ออกแบบและตกแต่งเป็นศิลปะพื้นเมืองแบบอาหรับคลาสสิก เป็นวิวถ่ายรูปที่สวยค่ะ

ภายในมีร้านค้า ของที่ระลึก พวงกุญแจ ขวดทราย พรมอิหร่าน หัวน้ำหอม โคมไฟ ของประดับตกแต่งบ้าน ขนมหวาน และถั่วรสช็อกโกแลต ของฝากจะแพงกว่าตลาดเมื่อกี้ค่ะ

เค้าเอาทรายใส่ขวดโหลให้เป็นภาพต่างๆค่ะ อาร์ตมากเลย

เดวเราไปกินข้าวกลางวันกันที่ Mall of the Emirates เป็นห้างอีกแล้ว 

ที่ถ่ายมาเพราะว่ามันอร่อยมากค่ะ ชานมไข่มุกผลไม้ มันจะแนวๆสนูทจี้เกล็ดผลไม้ แล้วมีไข่มุล วุ้น หลายแบบ อร่อยดีค่ะ แต่แก้วนึงคิดเป็นเงินไทยประมาน 400+ เลย แอบแพง

ด่นๆ ที่นี่จะมี Ski Dubai ให้เล่นระหว่างสกี สโนว์บอร์ด เลื่อนหิมะ หรือโยนบอลหิมะในสวนหิมะ ค่าเข้าน่าจะประมาน 1500 - 2500 ค่ะ ขุ่นพระ อะไรก็ทำให้ดูไบยอมแพ้ไม่ได้ค่ะ เมืองกะเลทรายก็จริง แต่ชั้นก็มีหิมะนะจ๊ะ ใหญ่กว่าที่คิดค่ะ เราไม่ได้ค่า ได้แต่เกาะขอบหน้าต่างไป ไปกินร้านอาหารข้างๆแทน ชื่อ cheesecake factory รสชาติดี ชีสเค้กอร่อยมาก


กลับจากที่นี่เราก็รีบไปขึ้นเครื่อง หมดเวลาสนุกของเราละค้า
อ่านกันจบหรือเปล่า >< ขอบคุณผู้ชมทุกท่าน
ไปมาสักพักเริ่มลืมๆ อยากให้เพิ่มตรงไหนก็บอกกันมานะค้า ไปล้า



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น